รีวิว MOUSE: P.I. for Hire - Manman02


ในช่วงระยะหลังมานี้ เกม FPS แนว Boomer Shooter เริ่มกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง นับจากตอนที่ DOOM ตัวรีเมคออกมาในปี 2016 และก็มีเกมใหม่ออกมาให้เราได้เล่นกันเรื่อยๆ และหลายๆ เกมก็ใส่ลูกเล่นหวือหวาเข้าไปในเกมตัวเอง ให้มีคาแรคเตอร์น่าจดจำมากขึ้น เช่น ULTRAKILL หรือ BPM ที่เอากิมมิคของเกมกดปุ่มตามจังหวะเพลงเข้ามาผสม และอีกหลายๆ เกมมากมาย
ซึ่งส่วนมาก ลักษณะของเกมจะไม่ค่อยฉีกกัน คือเป็นภาพพิกเซล หรือเป็นโพลีกอนเหลี่ยมๆ สไตล์ Retro สมัย Quake และส่วนมากเกมแนวนี้ก็จะให้เรายิงศัตรูที่เป็นผีห่าซาตานอะไรก็ตามแต่
แต่มันดันมีเกมนึง ที่ใจกล้ามากพอจะทำงานศิลป์ให้ฉีกออกไปจากเกม Boomer Shooter ตามท้องตลาด ด้วยการนำเสนอแบบการ์ตูนอนิเมชั่น Rubber Hosย้อนยุคสมัย Disney รุ่นบุกเบิก บวกกับเกมเพลย์สไตล์ Duke Nukem 3D และเซ็ตติ้งแบบ Noir Detective และโลกที่คาแรคเตอร์ทุกคนเป็นสัตว์ฟันแทะที่ทุกคนรวมใจกันยี้อย่าง “หนู” มาพร้อมกับการยิงมุกล้อเลียนป๊อปคัลเจอร์ยุควินเทจจนถึงยุคใหม่แบบ 5000jpm (Jokes Per Minute) มันเลยออกมาเป็นเกม FPS สไตล์การ์ตูนล้อเลียนสุดฮาร์ดบอยล์ ที่มีชื่อว่า “MOUSE : P.I For Hire” เกมนี้นี่เอง

ตั้งแต่ที่ผมกดเริ่มเกมในวินาทีแรก จนถึงวินาทีสุดท้ายของเกมที่ผมเล่นจนจบ มันฉาบไปด้วยคำว่า “ฮาร์ดบอยล์” ตัวเอก Jack Pepper อดีตทหารผ่านศึกช่วงสงครามโลก ผันตัวมาเป็นนักสืบเอกชน พากย์เสียงโดย Troy Baker พ่อหนุ่มเสียงทุ้มสุดกระเส่าเขย่าใจแม่ยก ตลอดเกมจะเต็มไปด้วย Monologue ของพรี่แจ็คที่มีปฏิกิริยาต่อสิ่งรอบตัวและสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าเขาตลอดเวลา ซึ่งมันมีทั้งประโยคที่ล้อเลียนป๊อปคัลเจอร์หลายๆ ยุค หลายๆ สมัย ที่ฮาบ้าง ขำขื่นบ้าง หลากรส หลากอารมณ์ ผมชอบคาแรคเตอร์ของพรี่แจ็คมากๆ ได้ทั้งเท่ และฮาในคนเดียวกัน

ลักษณะการเล่นของ MOUSE PI ก็จะเป็นการตะลุยด่านไปเรื่อยๆ โดยเรื่องราวของเกมจะวนอยู่ในเมือง Mouseburg ซึ่งเมืองค่อนข้างใหญ่ครับ แต่ด่านจะเปิดมาให้เล่นทีละด่านตามเนื้อเรื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งในช่วงหลังๆ เกมก็จะเพิ่มตัวเลือกเข้ามาให้ว่าเราจะเล่นด่านไหนก่อนก็ได้ โดยเกมจะให้เรา “เดินทาง” ไปที่ด่านนั้นๆ โดยใช้รถยนต์ ซึ่งการเดินทางจะคล้ายๆ กับเกม Cuphead คือเกมตัดไปที่แผนที่ใหญ่ๆ แล้วให้เราบังคับตัวละครไปยังด่านนั้นๆ แทน สำหรับ MOUSE PI จะใช้เป็นรถยนต์ที่พรี่แจ็คขับ ซึ่งแผนที่มันวาดดีมากๆ และมีดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ตามฉากให้ดูเพลินๆ อย่างรถไฟวิ่งใต้ถนน, นกบินไปมา เครื่องบินบินผ่าน อะไรแบบนี้ โดยในด่านที่เราลงไปลุย ก็จะมีเบาะแสเกี่ยวกับคดีที่เป็นเส้นเรื่องหลักให้เราเก็บ

เมื่อจบด่านแล้ว เราจะกลับมาที่โซน Hub ที่เราจะสามารถอัพเกรดอาวุธ ซื้อกระสุน เล่นมินิเกมตีการ์ดเบสบอลเพื่อสะสมเหรียญไปปลด “ของลับ (ผมจะไม่บอกว่าคืออะไร)” และเอาเบาะแสที่ได้ในด่านที่เล่นมา ไปแปะไว้บน Clue Board เพื่อหาข้อสรุปของคดี ซึ่งบางครั้งตัวละครในโซนจะมีภารกิจเสริมให้เราทำในด่านถัดไปด้วย ซึ่งเราต้องสังเกตุดีๆ เพราะตัวเกม “ไม่มีการย้อนกลับมาเล่นซ้ำ” ครับ พิ้นที่ลับตรงไหนไม่ได้เปิด ไอเทมลับชิ้นไหนไม่ได้เก็บ เควสท์รองในฉากที่ไม่ได้ทำ คือคุณจะพลาดทันทีไม่มีการวนกลับมาเล่นซ้ำได้อีก ซึ่งนี่เป็นข้อเสียนึงของเกมคือ มันย้อนกลับไปเล่นด่านเก่าๆ ไม่ได้ ไม่มีแม้แต่ New Game+ ทำให้พวก Collectibles ต่างๆ เช่นตุ๊กตา Funko POP พรี่แจ็คที่เก็บมาได้ (ใช่ครับมันคือ Funko POP ผมพรีออเดอร์แล้วด้วย) หรือเศษๆ หน้าหนังสือการ์ตูนที่ต้องเอามาปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องเต็ม พอจบเกมแล้วก็เอามาดูไม่ได้ เพราะมันไม่มีหน้า Collectibles ให้ดูในหน้าเมนูหลัก ทำเอาผมเสียดายไม่ใช่น้อย

แม้ว่าเกมจะมาในสไตล์ Noir Detective แต่มันคือเกม FPS เดินหน้ายิงแหลกแจกกระสุนสไตล์ย้อนยุคแบบ Duke Nukem 3D ซึ่งในที่นี้ผมยกเอา Duke Nukem 3D มา เพราะผมรู้สึกว่า Pacing ของเกมมันไปทางนั้นมากกว่า DOOM เพราะตัวเกมมีระบบการรีโหลดกระสุนครับ และพรี่แจ็คสามารถใช้ “ตีน” ใส่ศัตรูได้ด้วย ซึ่งมันเข้าเค้าว่าเป็น DN3D มากกว่า DOOM เราสามารถพกอาวุธไปได้ทุกชนิดที่มีอยู่ ณ เวลานั้น และสลับใช้ไปๆ มาๆ ได้ ซึ่งศัตรูที่เราต้องสู้ก็มีหลากหลาย นับตั้งแต่พวกโจรห้าร้อยข้างถนนบ้านๆ ไปถึงผีห่าซาตาน แต่ศัตรูจะมี Pattern ซ้ำ คือต่อให้มันไม่ใช่ฝักฝ่ายเดิมที่เราเคยสู้ แต่มันก็จะแยกประเภทได้ชัดเจนเช่น ศัตรูทั่วๆ ไปก็จะหน้าตาเป็นคนปกติ มีพวกตัวอ้วนๆ ใหญ่ๆ ก็ยิงเยอะหน่อย มีพวกตัวถือโล่ ก็เอาตีนถีบให้มันมึนก่อนแล้วค่อยซัดกระสุนยัดหน้ามัน พวกสัตว์ก็จะมีแค่สัตว์สี่เท้าขนาดกลางอย่างหมา จระเข้ ฯลฯ มีศัตรูที่บินได้แต่ก็มาเป็นแค่แมงหวี่แมงวัน อะไรแบบนี้ คือมันหลากหลายในแง่ดีไซน์ แต่รูปแบบมันจะเหมือนๆ กันหมด แต่มันก็มีเยอะพอที่จะทำให้ไฟท์นึงไม่น่าเบื่อเลยสำหรับผม ด้วยลักษณะของฉากจะเป็น Arena ไม่กว้าง และไม่แคบจนเกินไป และมีอะไรให้เล่นเยอะ แต่อีกจุดนึงที่ผมว่า MOUSE PI ทำถึงมากๆ คือ บอสไฟต์ครับ

แทบจะทุกด่านของ MOUSE PI จะจบลงด้วยการสู้บอส ซึ่งบอสในเกมก็มีหลากหลายมากๆ และแต่ละตัวมี Mechanic ในการสู้ไม่เหมือนกัน บางตัวมาเป็นบอสในเกม MMO เลยครับ มีลง AOE มีวงแหวนบอกตำแหน่งด้วยว่าบอสจะลงสกิลที่ไหน บางตัวก็ไม่ได้สู้ตรงๆ ต้องแก้พัซเซิลในฉากเพื่อลดเลือดบอสเอาหรือบางตัวก็แบ่ง Phase สู้เป็นช่วงๆ ก็มี คือมันหลากหลาย และทำออกมาได้สนุกมากๆ
อีกหนึ่งข้อดีของเกมนี้สำหรับผม คือผมเล่นเกมนี้ได้โดยไม่เหนื่อย เพราะตัวผมเองไม่ค่อยชอบการเล่นเกม FPS ถอยหลังยิงแบบ DOOM เท่าไหร่ คืออาจจะเพราะผมอายุก็เยอะแล้ว ผมว่ามันต่อเนื่องไป พอจบด่านนึงผมก็ล้าแล้ว ต้องออกจากเกมมานั่งพัก แต่ในเกมนี้ที่ Pacing ของเกมมีช่วงพักหายใจ มีช่วงคุยหาเบาะแส และในบางด่านจะโฟกัสไปที่การเดินสำรวจมากกว่าการยิงกัน ทำให้ผมรู้สึกเล่นได้เรื่อยๆ ไม่เหนื่อย แต่พอเข้าไฟท์ก็สนุก เพราะ Gunplay มันค่อนข้างแน่น เสียงเอฟเฟกต์ของการยิง ผสมผสานกับเสียงป๊องแป๊งๆ แบบการ์ตูนยุค 50s 60s มันเข้ากันได้ดีมาก อนิเมชั่นของอาวุธทั้งการยิง การรีโหลดก็ทำออกมาได้ตลกขบขันเรียกรอยยิ้มผมได้เป็นระยะ สิ่งนึงที่ผมชอบมากๆ คือ เกมมันมีไอคอนแสดงพลังชีวิตของเราเป็นรูปหัวใจ ที่มันล้อไปกับ DOOM คือ หากพลังชีวิตยังเต็ม หรือเหลือเยอะ หัวใจเราก็จะยิ้มแฉ่งเลยครับ แต่พอมันลดไปเหลือซักครึ่งนึง หน้ามันก็จะเริ่มเยิน ช้ำเลือดช้ำหนอง ยิ่งใกล้หมดมันก็จะยิ่งเยินขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าหากเราเก็บเกราะมาด้วย ไอคอนมันก็จะเปลี่ยนเป็นหัวใจสวมเกราะเหล็ก และส่วนจำนวนกระสุนของอาวุธเราที่แสดงอยู่ ก็จะมีไอคอนเป็นกระสุนของปืนแต่ละชนิดที่มีหน้าตาไม่เหมือนกัน เวลาเรายิงกระสุนออกไปหรือใช้เอฟเฟกต์พิเศษของปืนกระบอกนั้นๆ ไอคอนปืนก็จะมีปฏิกิริยาด้วย ก็ฮาดีเหมือนกัน เป็นดีเทลเล็กๆ ที่เสริมความสนุกเข้าไปได้อีก

และด้วยความที่เกมมันเป็นเกม FPS ยุคเก่าแบบที่ผมบอกไป สิ่งนึงที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ลูกเล่น Power Ups ครับ ซึ่งเกมนี้ก็มีตัวเลือกอัพเกรดอาวุธให้ โดยมันจะส่งผลให้หน้าตาของอาวุธเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งบางอันดูเท่ แต่บางอันก็ดูปั่นๆ ชวนขำก็มี แต่นอกจากนี้เกมก็จะมี Power Ups ให้ใช้ในบางจุด โดยมันจะอยู่แค่ในไฟท์นั้น พอจบไฟท์ก็จะหมดฤทธิ์ไป เช่นกระสุนไฟ, ผักโขม, กาแฟ ที่ไม่ได้มาให้ใช้บ่อยๆ แต่ถ้าได้ใช้ทีก็สนุกไม่ใช่น้อย ตัวพรี่แจ็คเองก็ใช่ย่อย เนื่องด้วยความที่เซ็ตติ้งของเกมมันคือโลกของ “หนู” และทุกตัวละครก็เป็น “หนู” ไม่ว่าจะเป็นหนูบ้าน หนูผี หนูท่อ หนูนา หนูรวยไม่ไหวแล้วโว้ย ฯลฯ พรี่แจ็คเองก็เป็นหนูคนนึง ซึ่งตัวแกมีความสามารถในการใช้ “หาง” ครับ หางของเกมมีลูกเล่นอัพเกรดตามเนื้อเรื่องเช่นการโหนกับบ่วงตะขอในฉาก, การร่อนเป็นเฮลิคอปเตอร์ แม้กระทั่งเอาหางของแกไปสะเดาะกลอนพวกตู้เซฟหรือประตูที่ล็อกไว้ก็ทำได้ คือมันเป็นสิ่งที่ หากเป็นตัวละครในการ์ตูนตะวันตกยุคนั้นก็น่าจะทำอะไรแบบนี้ได้เหมือนกัน (ดูได้จาก Tom & Jerry) ซึ่งพอตัวละครเป็นหนูหมดทั้งเกมปั๊บ ไดอะล็อกของเกมส่วนมากก็มักจะอ้างอิงถึง “ชีส” ซะเยอะ แบบคุยๆ กันอยู่ก็ขอเล่นมุกชีสซักหน่อยเถอะวะ อะไรแบบนี้ ขนาดชื่อ Jack Peppers ตัวเอกของเกมก็เอามาจากชีส Pepper Jack เลย ซึ่งผมว่ามันตลกดี แบบ เออ หนูมันชอบกินชีสก็ต้องพูดถึงชีสดิ ใช่มะ

ตัวเกมเลือกที่จะใช้โทนสีเป็นขาวดำตลอดทั้งเกม แต่ Fumi Games ก็ยังใจดีใส่ตัวเลือกฟิลเตอร์ภาพมาให้เพื่อเพิ่มความ Immersive เข้าไปอีก เราเลือกได้ว่าจะเล่นแค่ภาพสีขาวดำเฉยๆ หรือจะเอาเอฟเฟกต์ Film Grain ใส่เข้าไปด้วย แต่ถ้านั่นยังไม่พอ ก็มีออพชั่นด้านเสียงให้เลือกเพิ่ม ว่าจะเล่นแบบเสียงปกติ หรือเพิ่มเอฟเฟกต์ Noise แบบตอนเล่นแผ่นเสียงก็ทำได้เหมือนกัน ซึ่งเพลงประกอบก็เข้ากับโทนของเกมได้ดี ช่วงสืบสวนก็จะเป็น Slow Jazz ช้าๆ เนิบๆ เสียงเทนเนอร์แซ็กโซโฟนนุ่มๆ กระเส่าหู เสียงเปียโนดีดแหลมๆ เข้ากับความนัวร์ของบรรยากาศยามค่ำคืนอันคราคร่ำไปด้วยคน มีหนูผียืนขายหนังสือพิมพ์โบกมือยึกๆ อยู่ตรงริมถนน มีตาลุงนั่งเมาน้ำลายยืดอยู่ในบาร์ กับบาร์เทนเดอร์ที่ยืนเช็ดแก้วพลางจ้องมองมาที่ตาลุงคนนั้นด้วยสายตาสมเพชเวทนา แต่เมื่อเข้าช่วงไฟท์หรือฉากไล่ล่าปั๊บ เกมจะสลับไปเป็นเพลงเร็ว ที่ก็มีหลากหลายแนวตั้งแต่ Swing Jazz, Country, Salsa ขึ้นอยู่กับฉากที่คุณเล่นอยู่ ซึ่งมันเข้ากับ Gameplay ที่รวดเร็วและฉับไว เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว เสียงระเบิดตูมตามจากระเบิดไดนาไมท์ที่เราปาออกไป เสียงเปิดจุกก๊อกขวดน้ำยาฟื้นพลัง เสียงเรากลืนชีสก้อนใหญ่ดังเอื้อกเพื่อฟื้นเลือด และอีกหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ที่ผสมผสานกันเป็นท่วงทำนองของความโกลาหลได้อย่างลงตัว

ซึ่งงานภาพของเกมเป็นงานแบบแบบการ์ตูนย้อนยุคจากยุค 30s ที่เป็นสไตล์ Rubber Hose (ตัวละครสามารถยืด-หด และสามารถงออวัยวะเป็นแนวโค้งได้เหมือนสายยาง) แบบที่เราเคยเห็นใน Cuphead แต่ MOUSE PI จะฉีกออกไปโดยตัวละคร อาวุธ และวัตถุบางอย่างจะเป็นภาพ 2D แต่ฉากโดยรวมจะเป็นฉาก 3D ครับ ซึ่งมันก็ล้อไปกับการ์ตูนสมัยก่อนเหมือนกัน คือฉากมันจะเป็นภาพวาดนิ่งๆ ทุกอย่างจะดูกลืนเป็นอันเดียวกัน แต่ถ้ามีวัตถุชิ้นไหนที่มีการเคลื่อนไหวหรือถูกปฏิสัมพันธ์โดยตัวละคร (เช่นผ้าม่าน, ประตู, รั้ว) มันจะดูโดดเด่นจากฉากหลังมากๆ ซึ่งงานวาดในเกมวาดด้วยมือทั้งหมด และใช้ฉาก 3D เป็นไกด์ไลน์อีกที ผมประทับใจตรงนี้มาก แถมอนิเมชั่นต่างๆ ของตัวละครก็ปั่นๆ แบบการ์ตูนสมัยนั้น และความรุนแรงแบบ “เอาฮา” จากการ์ตูนสมัยนั้นก็ยังมี อย่างพรี่แจ็คสามารถต่อยศัตรูหัวขาด ศัตรูโดนระเบิดก็จะตัวดำเหมือนโดนถ่านทาตัว หรือบางทีเจอทั่งเหล็กแขวนอยู่บนเพดาน เราก็สามารถยิงให้มันร่วงลงมาทับศัตรูตัวแบนก็ยังได้

ทั้งนี้ มุกล้อเลียนในเกมมีเยอะ แบบเยอะม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก อย่างมุกการเซฟเกมด้วยเครื่องพิมพ์ดีดแบบ Resident Evil หรือมุกล้อเลียน Cuphead ก็มี ถ้าคุณตามสื่อป๊อปคัลเจอร์ยุควินเทจจนถึงยุค 2000s ต้นๆ คุณจะเก็ตหลายอย่างแบบมีม Leonardo Decaprio ชี้ทีวีอันนั้นเลย ซึ่งผมไม่มีปัญหากับเรื่องการยิงมุกล้อเลียนเยอะๆ เพราะโทนของเกมมันถูกวางไว้ให้เป็นแบบนี้อยู่แล้ว คือตัวละครในเรื่องจะค่อนข้างจริงจังกัน แต่ทุกสิ่งรอบตัวคือเน้นเอาฮาอย่างเดียวเลย มันก็จะออกมาเป็นแบบนี้แหละครับ ซึ่งปัญหาที่ผมเจอในเกมนี้มีไม่กี่อย่างเอง คือบั๊กทางเทคนิคที่ผมเจอแค่ช่วงเริ่มเกม กับเรื่อง Variety ของศัตรูที่อาจจะยังมีน้อยไปนิดนึง กับเกมไม่มี New Game+ ในช่วงเวลาที่ผมเขียนรีวิวอยู่นี้ แค่นั้นเอง ซึ่งมันไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ แต่ถ้ามีก็เป็นอะไรที่ดีไม่น้อย

โดยรวม MOUSE : P.I For Hire ถือเป็นเกม FPS ยอดเยี่ยมรับต้นปีที่ผมชอบมากๆ แม้มันจะใช้เกมเพลย์สไตล์ FPS ยุคเก่าแบบ Duke Nukem หรือ DOOM แต่ด้วย Pacing ของมันที่ไม่รวดเร็วรวบรัดจนเกินไปทำให้ผมเล่นได้แบบยาวๆ ไม่ต้องพักเหนื่อยกลางทาง เพลงประกอบเร้าใจ Monologue ของพรี่แจ็คก็ฮา มุกตลกล้อเลียนเสียดสีชวนขบขัน กับโทนเนื้อเรื่องและบรรยากาศสุดฮาร์ดบอยล์ แม้ว่าตัวเกมจะมีปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย แต่มันก็เป็นเกมที่ผมอยากแนะนำให้แฟนๆ เกมยิงทุกท่านได้ลิ้มได้ลอง ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟน FPS แนวไหนก็ตาม ผมก็อยากให้ลอง MOUSE : P.I For Hire ซักครั้ง มันเป็นเกมที่ผมติดตามมาตั้งแต่มันยังใช้ชื่อแค่ “MOUSE” เฉยๆ แล้วตัวอย่างเกมเพลย์ก็โชว์เป็นฉากโล้นๆ มี Assets วางไม่กี่ชิ้น จนมันกลายมาเป็นเกมนี้ ในปีนี้ ผมจึงเชื่ออย่างสุดใจ ว่าถ้าคุณได้ลิ้มลอง MOUSE : P.I For Hire จะเป็นประสบการณ์สุดฮาร์ดบอยล์แห่งปี 2026 ที่คุณลืมไม่ลงอย่างแน่นอน









