Review Hades 2 (2025)


“God-lier Like, Rogue-ier Like”
“Death to Chronos” คือวลีเปิดตัวภาคต่อของ Hades 2 ที่เหมือนบอกเป็นนัยถึงความจริงจังของภาคนี้ไม่ว่าจะเดิมพันของเนื้อเรื่องที่สูงขึ้น และการที่ทีมงาน Supergiant Games จะเอาชนะมาตรฐานที่ Hades (2020) ทำไว้ ภาคนี้ Setting นี้ยังคงเป็นเทพนิยายกรีกโดยเราจะรับบทเป็น Melinoë น้องสาวของ Zagreus จากภาคแรก ออกตามล่า Chronos เทพแห่งกาลเวลาที่ลักพาตัวครอบครัวของเธอ ไป โดยตัวเกมยังคงเป็น Action Roguelike ที่ยังคงจุดเด่นคือแต่ละ Run เราจะได้รับพลังจากเหล่าเทพหรือ Boons แบบสุ่ม นอกจากนี้ Events, Skills, Item, Map ก็สุ่มเช่นกัน ทำให้ทุก Run ก็จะเจออะไรใหม่ๆ และปรับตัวตามสถานการณ์ นอกจากต้องไปสู้กับ Chronos ในยมโลกแล้ว เรายังสามารถเลือกขึ้นไปสู้กับศัตรูที่กำลังโจมตีเทือกเขา Olympus ทำให้เกมมี 2 Route ให้เราเลือกที่จะไปได้ในแต่ละ Run ซึ่งทั้ง 2 ทางก็มีศัตรู, สภาพแวดล้อม, NPC และบอสที่ต่างกันไป


ไม่ว่า Run ล่าสุดเราจะชนะ หรือแพ้ เราจะกลับสู่ Hub ที่เรียกว่าที่ Crossroad เราจะพบปะ NPC พันธมิตรที่จะช่วยเหลือเราในการกำจัด Chronos การได้พูดคุยกับตัวละครต่างๆ ก็จะเป็นการดำเนินเนื้อเรื่อง หรือเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัว และ Side quest ของแต่ละคน สิ่งนี้ถือว่าเป็น Highlight เพราะทุกคนต่างมีมี Design, เสียงพากย์, Dialogue ที่ชวนให้เราอยากกลับมาคุยต่อเกิดเป็น Feedback loop ที่นอกจากจะเล่นแต่ละ Run ให้ชนะแล้ว ยังเล่นเพื่อกลับมาพบปะ (หรือจีบ 55+) NPC ด้วยซึ่ง และ Dialogue Tree ของ NPC ยังตอบสนองกับอาวุธ, Boon ที่ติดตัวหรือผลงานเราจาก Run ก่อนหน้า นอกจากการพูดคุยยังสามารถชวนไปตกปลา หรือแช่น้ำพุร้อนด้วยกันได้ ปฏิสัมพันธ์นั้นเต็มไปด้วย Moment เล็กๆเช่นเทพองค์หนึ่งทักว่า “นี่มัน Boon โปรดของพี่ชายเธอนิ” นอกจากนี้ Hub ยังมีส่วนของการ Upgrade Skills และ Items ต่างๆสำหรับ Run ต่อไป ซึ่งระบบการ Upgrade และวัตถุดิบที่ต้องใช้มีความหลากหลาย และซับซ้อนกว่าภาคแรก

จุดแข็งสำคัญคือ Gameplay ท่าโจมตียังเป็น Attack, Special และ Cast ในภาคนี้สามารถใส่ Magick (เทียบเท่า Mana) เข้าไปในท่าโจมตีทั้ง 3 เพื่อเปลี่ยนรูปแบบ และเพิ่มความรุนแรงขึ้น ในด้าน Movement เปลี่ยนจากการ Dash หลายครั้งติดกัน กลายเป็น Dash ทีละครั้งที่ได้ระยะไกลขึ้นแล้ว Transition เป็น Sprint แทน เมื่อผนวกกับการออกแบบศัตรูที่มี Area Denial, โจมตีแบบนำวิถี หรือปล่อย Projectile ปริมาณมากจนเข้าขั้น Bullet Hell ทำให้ต้องระวังการวาง Position และ Movement มากขึ้นจนให้ความรู้สึกว่าเราต้องเล่นให้ช้าลง ในขณะที่ศัตรูที่ไม่ได้ช้าตาม (อ้าว 55+) การต่อสู้ใน Hades 2 ยังคงดุเดือด และสนุกไม่ต่างจากภาคแรก อาวุธที่ปลดล็อคได้แม้จะมีจำนวนเท่าเดิม แต่เมื่อรวมกับระบบ Magick แล้วอาวุธส่วนใหญ่มีลูกเล่นที่สนุก และน่าทดลองมากขึ้น เช่นอาวุธชิ้นหนึ่งเน้นการวาง Cast, บางชิ้นที่ไม่ใช้ Magick เลย, อาวุธที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเล่น Tower Defense หรือ 1 ในอาวุธที่ยอดนิยมของสาย Speedrun ที่เปลี่ยนการให้ Melinoë เป็นเหมือนระเบิดพุ่งเข้าใส่ศัตรู

เหล่าทวยเทพทุกองค์จากภาคก่อนยังคงกลับมามอบ Boon เหมือนเดิม ร่วมกับมีเทพองค์ใหม่มาเสริม (แต่เทพบางองค์จากภาคก่อนถูกลดสถานะเป็น Special Encounter ในแต่ละ Run) เทพองค์ใหม่ๆเช่น Hera ที่เน้นให้ศัตรู Share Damage ร่วมกัน หรือ Hephaestus ที่ทำ Burst Damage ขนาดใหญ่เป็นระยะ และมีระบบ Hex เป็นพลังที่เรียกใช้ได้เป็นระยะเมื่อใช้ Magick ถึงเป้า ในภาคนี้ได้เพิ่มสัตว์เลี้ยงหรือ Familiar ซึ่งแต่ละตัวมีความสามารถ และ Bonus ที่ช่วยในการต่อสู้ สิ่งต่างๆนี้คือเพิ่มทางเลือกในการ Build พลังในแต่ละ Run

จากข้างต้นภาคนี้ Hades 2 ได้นำองค์ประกอบที่เป็นส่วนเล็กๆในภาคแรกมาต่อยอด รวมถึงเพิ่มระบบใหม่ๆเข้ามาหลายอย่าง จนอาจจะทำให้รู้สึกว่ามันล้นไปหรือเปล่า? แต่พอลองเล่นพบว่าใช้เวลาไม่นานก็จะเริ่มคุ้นชิน เช่นวัตถุดิบ Upgrade ที่มีหลายชนิดแต่หาเก็บค่อนข้างง่าย (เผลอๆอาจจะง่ายกว่าภาคแรก), Familiar ที่ช่วยให้เล่นง่ายขึ้น, ศัตรูที่มี Animation ก่อนออกท่าโจมตีค่อนข้างชัดเจน (แต่หลบได้มั้ยอีกเรื่อง), Pattern การโจมตีของศัตรู และ Boss ที่เหมือนเป็นการฝึกให้รับมือกับศัตรูในส่วนต่อไปที่ยากขึ้น ในภาคนี้เพิ่มระบบ Chaos Trial คือ Run ระยะสั้นที่ช่วยให้คุ้นเคยกับอาวุธต่างๆ รวมถึงมีตัวอย่าง Build ที่ใช้ได้กับอาวุธนั้นๆ ในแง่ความยากยังสามารถที่จะเลือกปรับเป็นส่วนๆได้เช่นเพิ่มเฉพาะ Hp ของศัตรู, เพิ่มปริมาณ หรือเพิ่มความเร็วศัตรู เป็นต้น เกมถูกออกแบบมาให้รับรองทั้งผู้เล่น Casual, สายเก็บ 100% ไปจนถึงสาย Speedrun ทำสถิติ เครื่องมือต่างๆช่วยในการปรับตัวจากช่วงแรกที่ตายตั้งแต่ไม่ถึงไหน ไปจนถึงจุดที่สามารถชนะ Boss จนเป็นปกติ และพร้อมที่จะเจอความท้าทายมากขึ้น

ในด้านงานศิลป์ และการออกแบบ Supergiant ยังคงมาตรฐานสูงเหมือนเดิม Artwork, UI ที่สวยงาม และใช้ง่าย (ส่วนตัวชอบ Effect สะท้อนแสงบน Portrait ของตัวละคร) บรรยากาศแต่ละ Zone ที่มีเอกลักษณ์ ตัวละครที่มีความโดดเด่น และมีการออกแบบโยงที่ไปถึงเทพนิยายดั้งเดิม เพลงประกอบรวมกันเกือบ 4 ชั่วโมงที่อลังการกว่าเดิม หนึ่งใน Fight ที่ผมชอบที่สุดคือ Boss ที่มาในแบบของวง Hard Rock/Glam Rock ที่มี Boss Music ถึง 4 เพลง หรือ Boss ตัวหนึ่งที่มี Saxophone Solo ประกอบระหว่างสู้ เรียกได้ว่างานศิลป์มาช่วยเสริม Gameplay ที่สนุกมากอยู่แล้ว

ในขณะที่ Writing ของตัวละครคือจุดแข็ง จุดอ่อนสำคัญของภาคนี้คือ Writing ในส่วนของเนื้อเรื่อง ตัวเกมแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1. ตั้งแต่เริ่มเกมจนถึงฉากจบหลัก หรือ True Ending และ 2. ส่วนหลังจากนั้นคือ Post Game ที่ยังมีเนื้อเรื่องต่อ ซึ่งมีปัญหาทั้ง 2 ส่วน
Spoil เนื้อหาสำคัญ
การที่เราเปิดเผยเนื้อเรื่องทีละน้อยจากการคุยกับ NPC หลังจบแต่ละ Run ทำได้ดี ไม่ได้รู้สึกว่า Pacing มีปัญหาเพราะเหล่า NPC มีคลัง Dialogue เยอะพอที่จะคุยถึงสถานการณ์เนื้อเรื่องในจุดที่เราเล่นถึงได้ แต่ปัญหาอยู่ในบทสรุป True Ending เพราะว่าสุดท้ายคนที่เลือกวิธีจัดการกับ Chronos กลับไม่ใช่ตัว Melinoë เองเหมือนพระเอกที่ถูกแย่งการตัดสินใจไปในนาทีสุดท้าย ต่อมาได้มีการปล่อย Patch ที่เพิ่มเติม Dialogue ร่วมกับแก้ไขรายละเอียดฉากจบ ซึ่งส่วนตัวผมเองค่อนข้างพอใจในส่วนทั้งแก้ใหม่ และโยงกลับมาถึงปมของความสัมพันธ์และครอบครัว ปัญหาต่อมาคือการให้เหตุผลว่าหลังจากเอาชนะ Chronos ได้แล้ว ทำไมเรายังถึงต้องยังต้องเล่นเกมต่อซึ่งเหตุผลที่ให้มาคือ “เรายังต้องไปจัดการ Chronos และศัตรูตัวสำคัญ ใน Alternate Universe อื่น” แม้เนื้อเรื่องส่วนอื่นจะมีประเด็นเรื่อง Time travel หรือ Multiverse ผมกลับรู้สึกว่าเหตุผลนี้เหมือนถูกใส่ให้อธิบาย Gameplay ได้พอเป็นพิธี แต่ไม่ชวนให้อินกับมันเลย ประเด็นต่อมา Narrative รองของเกมกล่าวถึงความเลวร้ายที่เทพทำกับมนุษย์ (แม้แต่ตัว Melinoë เองก็ดูไม่ได้เข้าใจมนุษย์เท่าไร) เทพหลายองค์ที่คอยช่วยเหลือเราก็ไม่ได้นิสัยดีเท่าไรนัก ประเด็นนี้ถูกเสนอมาตลอดเกมตั้งแต่แรกไปจนถึง Post Game พอถึงบทสรุปเหมือนถูกตัดจบไปเฉยๆ ไม่ได้มีการ Resolve ที่ชัดเจน กลายเป็นว่าเนื้อเรื่องของ Hades ภาคแรกที่มีเน้นแก่นที่ Personal อย่าวเรื่องครอบครัวสามารถผูกเนื้อเรื่อง และ Gameplay ไว้ด้วยกันได้ดีกว่า ในขณะที่ภาคนี้ยกระดับของเนื้อเรื่อง หรือเพิ่มประเด็นต่างๆมาแต่ไปได้ไม่สุด
จบการ Spoil
สุดท้าย ความน่าสนใจอย่างนึงของเทพนิยายกรีกคือเป็นเรื่องราวที่ไม่เคยมี Canon หรือเส้นเรื่องหลัก เพราะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามอารยธรรม และยุคสมัย เกม Hades ทั้ง 2 ภาคก็คือ 1 ในผลลัพธ์ของการนำเทพนิยายเหล่านั้นมาเล่าใหม่ในยุคปัจจุบันทั้งในแง่เนื้อเรื่อง และในแง่สื่อรูปแบบวิดีโอเกม แม้ในภาคนี้จะมีปัญหาด้านเนื้อเรื่องที่อาจจะมองข้ามได้ยาก แต่องค์ประกอบอื่นไม่ว่าจะด้าน Gameplay ที่มีความหลากหลาย และชวนให้ทดลอง หรือองค์ประกอบศิลป์ที่มีเอกลักษณ์ทั้งด้านภาพ และเสียง รวมถึงทีมงานที่นำจุดแข็ง และส่วนย่อยของภาคแรกมาพัฒนาต่อยอดจนเป็นประสบการณ์การเล่นเกมที่สนุกเอามากๆ Hades 2 นอกจากจะเป็นเทพนิยายกรีกในอีกเวอร์ชั่นหนึ่งแล้ว ยังเป็นผลงานสำคัญของวงการเกม และเหมาะสมกับการเป็น 1 ในเกมที่รับยกย่องที่สุดของปี 2025













